ฉันยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ริมถนนสายเก่าในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดนครราชสีมา รองเท้าแตะสีน้ำเงินเก่าๆ ที่พื้นยางเริ่มหลุดลุ่ยแตะกับพื้นคอนกรีตที่แตกเป็นรอยปริ กระเป๋าใบโตที่ย่าถักให้มีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับกับข้าวเหนียวมะม่วงที่แม่ยัดมือมาให้ก่อนฉันเดินออกจากบ้าน ฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้ายาวไปจนค่ำ แม่พูดเสียงเศร้า “ไปเกิดลูก ไปหาเงินที่กรุงเทพฯ” แต่ฉันรู้ดีว่าชีวิตฉันอาจจะไม่เหมือนในละคร
คนรอรถเมล์มีไม่มาก บางคนถือกระเป๋าเดินทาง บางคนกอดลูกเล็กไว้แน่น ฉันอายุยี่สิบสี่แล้ว ยังหางานทำที่บ้านไม่ได้เลย ชีวิตติดอยู่กับความจนและความเหงา
“ผู้หญิงอย่างเราเกิดมาเพื่อให้ผู้ชายดูแล”
คำพูดของคุณป้าข้างบ้านยังดังก้องในหู แต่ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น ฉันอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง
ไฟหน้าสีเหลืองของรถเมล์คันใหญ่ค่อยๆ โผล่มาจากโค้งถนน เสียงเครื่องยนต์ดังก้อง กลิ่นน้ำมันเครื่องและฝุ่นคละคลุ้ง ฉันรีบยกกระเป๋าขึ้นรถโดยสารชั้นล่างที่เปิดประตูรออยู่ ภายในรถมีกลิ่นอับชื้นผสมเหงื่อคนเดินทาง พัดลมเพดานหมุนช้าๆ ฉันเลือกนั่งติดหน้าต่างด้านหลังเพื่อจะได้มองวิวข้างทาง
ที่นั่งตรงข้ามมีชายหนุ่มรูปร่างกำยำ อายุราวสามสิบต้นๆ สวมเสื้อยืดสีเทา กางเกงยีนส์ขาดๆ เขาจ้องฉันผ่านแว่นกันแดดที่ยกขึ้นบนหัว แล้วหันหน้าหนีเมื่อฉันสบตากลับ มีเป้ใบใหญ่วางอยู่ข้างกายเขา
รถเมล์เคลื่อนตัวออกจากป้ายอย่างเชื่องช้า ฉันมองหมู่บ้านที่ค่อยๆ ห่างออกไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง หญิงวัยกลางคนที่นั่งข้างฉันเริ่มคุยด้วย เธอชื่อนิด อายุสามสิบสอง กำลังกลับจากบ้านเกิดหลังไปงานศพป้าของเธอ เธอทำงานเป็นพนักงานร้านกาแฟย่านเอกมัย เสียงเธอแจ่มใสแต่แฝงความเหนื่อยล้า
“น้องอยากทำงานที่กรุงเทพฯ ไหม? ร้านพี่กำลังขาดคนอยู่”
ฉันยิ้มขอบคุณและบอกว่าจะลองคิดดู เราคุยกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องอาหารท้องถิ่นไปจนถึงเรื่องผีที่เล่าขานกันในหมู่บ้าน
รถเมล์จอดพักที่ปั๊มน้ำมันใหญ่ใกล้เมืองปากช่อง ผู้โดยสารส่วนใหญ่ลงไปซื้อของกิน ฉันเหลือบไปเห็นชายคนนั้นเดินลงไปด้วย เขาซื้อน้ำสองขวดแล้วเดินกลับขึ้นมา ยื่นให้ฉันขวดหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
“ดื่มสิ อากาศร้อน”
ฉันรับไปด้วยความงงแต่ก็ดื่มตามน้ำเสียงทุ้มนุ่มของเขา เขาชื่อ “เอก” เป็นช่างเทคนิคที่ทำงานก่อสร้างทางด่วนเพิ่งเสร็จจากจังหวัดโคราชและกำลังกลับกรุงเทพฯ
ฝนเริ่มเทลงมาอย่างหนักหน่วง ถนนลื่นและมีน้ำขัง รถเมล์แล่นช้าลงมาก จนกระทั่งมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง รถก็หยุดสนิทเพราะต้นไม้ใหญ่ล้มทับถนนด้านหน้า เสียงคนโดยสารบ่นพึมพำ
คนขับประกาศว่า “ต้องรอรถกู้ภัยมาช่วยเคลียร์ทาง อาจจะใช้เวลานานสองสามชั่วโมง” ฉันถอนหายใจยาว ความเหนื่อยและความกังวลพุ่งขึ้นมาเต็มอก
เอกหันมามองฉันแล้วกระซิบเบาๆ
“เบื่อไหม? ถ้าอยากไปต่อ ฉันรู้ทางลัด มีรถกระบะของเพื่อนที่บ้านข้างๆ ทางนี้ เราสามารถเดินไปขอให้ส่งได้”
ฉันลังเลอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะไม่อยากนั่งรอในรถที่อับทึบแบบนี้
เราลงจากรถเมล์ทางประตูหลังแล้วเดินลัดเลาะตามทางดินเล็กๆ ข้างป่าสน ฝนยังตกปรอยๆ ไหลเปียกเสื้อผ้าของเรา เอกจูงมือฉันหลบโคลนและกิ่งไม้ กลิ่นดินและใบไม้ชื้นอบอวลไปทั่ว
เดินได้ราวสิบห้านาที เราก็มาถึงบริเวณโล่งเล็กๆ ใต้ต้นสนใหญ่ เขาหยุดแล้วหันมามองฉัน
“พักก่อนเถอะ ฉันเหนื่อยแล้ว”
เขาปูเสื้อกันฝนตัวบางลงบนพื้นหญ้า แล้วนั่งลงชิดฉัน ไหล่เราแนบชิดกัน ความร้อนจากตัวเขาแผ่ซ่านมาถึงฉัน ฉันรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาถอดเสื้อยืดออก เผยให้เห็นอกหนากล้ามแน่นที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำฝนและเหงื่อ ฉันแอบมองแล้วกลืนน้ำลาย
“มองอะไรของฉันเหรอ?” เขาถามยิ้มๆ
“เปล่า” ฉันตอบเสียงสั่น แต่เขากลับยื่นมือมาจับแขนฉันเบาๆ แล้วดึงเข้ามาใกล้
ลมหายใจร้อนของเขาปะทะใบหูฉัน “ฉันเงี่ยนมาตั้งแต่เห็นเธอขึ้นรถเลยรู้ไหม”
ฉันไม่ทันได้ตอบ เขาก้มลงจูบปากฉันอย่างดุเดือด ลิ้นแทรกแทงเข้าไปในปากฉันดูดดึงความหวาน ฉันครางอ่อนๆ ในลำคอ อืมมม…
มือใหญ่ของเขาลูบไล้ลงมาตามแผ่นหลังฉันแล้วรูดซิปลดกระดุมเสื้อฉันอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเนินอกที่ถูกบีบรัดอยู่ในบราสีขาว เอกก้มหน้าลงอมหัวนมฉันผ่านผ้า บ้วนน้ำลายชุ่มจนเนื้อผ้าโปร่งแสง
“อ๊ะ… เสียวจัง” ฉันครางเสียงหลุดปาก เขายิ้มแล้วดึงบราออก ปากร้อนๆ ดูดหัวนมฉันแรงๆ สลับกับกัดเบาๆ
มืออีกข้างเลื่อนลงไปใต้กระโปรง ลูบไล้ต้นขาที่เปียกฝนจนถึงร่องหีที่เริ่มชื้นกว่านั้น เขาดึงกางเกงในฉันลงมาถึงข้อเท้า แล้วใช้นิ้วสองนิ้วแหวกปากหีที่แฉะไปด้วยน้ำเงี่ยน
“หีเธอแฉะมากเลยนะวะ”
เขาสอดนิ้วเข้าไปในรูหีฉันแล้วขยับเข้า-ออกช้าๆ เสียงน้ำเงี่ยนดังฟอดๆ ดังก้องในป่าเงียบสงัด ฉันกัดปากแน่นแต่ก็อดไม่ได้ที่จะครางตาม
อ๊าาา… เอามืออีกนิ้วสิ… อืมมม!
เขาถอดกางเกงตัวเองออก ควยที่แข็งโด่เด่เด้งออกมาหนักๆ หัวบานแดงก่ำชุ่มน้ำเงี่ยน ฉันเอื้อมมือไปจับ มันร้อนผ่าวและตุบๆ อยู่ในมือฉัน
เอกจับฉันนอนหงายลงบนเสื้อที่ปูไว้ แล้วยกขาฉันพาดบ่าเขา เขาจับควยถูหัวที่ปากหีก่อนจะดันเข้าไปทีเดียวมิดลำ
“อ๊าาาา! ใหญ่จัง… เต็มหีเลย”
เขากระแทกเอวหนักๆ เป็นจังหวะเร็วทันที เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังฉับๆ ปนกับเสียงฝนตกและลมพัดผ่านต้นสน ฉันเกาะไหล่เขาแน่น เล็บจิกเนื้อเขาแดงเป็นทาง
“เสียวหีมั้ย?” เขาถามเสียงแหบพร่า “เสียวค่ะ… เย็ดแรงๆ เลย… อ๊าาา!” ฉันตอบเสียงหลง
เขากระแทกไม่ยั้งจนฉันน้ำแตกคาหี ร่างกายเกร็งกระตุก เขายังไม่หยุด กลับพลิกฉันให้คว่ำก้ม แล้วสอดควยเข้าไปใหม่จากด้านหลังแบบดุเดือด
โอ้ยยย… ลึกมากกก… จะตายอยู่แล้วอ๊าาา!
หลังจากเย็ดกันในป่าอยู่เกือบชั่วโมง เอกพาฉันเดินต่อไปจนถึงกระท่อมไม้เล็กๆ ของเพื่อนเขาใกล้ถนนใหญ่ ภายในมีเพียงฟูกเก่าและโคมไฟฉายสลัว เขาปิดประตูแล้วจูบฉันอีกครั้งอย่างหิวกระหาย
เราถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วนอนเกลือกกลิ้งบนฟูก ฉันขึ้นคร่อมเขา นำควยใหญ่ยาวเสียบเข้าหีตัวเองแล้วกระเด้าขึ้นลงแรงๆ
อ๊ะ… อ๊ะ… อ๊าาา… ควยเธอใหญ่ดีจังเลย
เอกจับสะโพกฉันช่วยโยกตามจังหวะ มือบีบตูดฉันแน่นจนเนื้อล้นมือ เขาคำรามเสียงต่ำ
“จะแตกแล้ว… อยากแตกในหีเธอ”
“แตกในเลยค่ะ… ฉีดให้เต็มเลย” ฉันครางตอบแล้วกระเด้าถี่ขึ้นจนตัวสั่น น้ำเงี่ยนของฉันไหลทะลักรดต้นขาเขา
เอกกดฉันลงนอนแล้วกระแทกสุดแรงสุดเร็ว ร่างกายเขากระตุก น้ำควยร้อนๆ พุ่งทะลักเข้าไปเต็มรูหีฉันจนล้นทะลักออกมา
เรานอนกอดกันจนรุ่งสาง เสียงรถกระบะของเพื่อนเขามารับตรงหน้าประตู ฉันทำความสะอาดตัวเองอย่างรีบร้อน น้ำควยของเขายังไหลซึมออกมาตามต้นขา
บนรถกระบะที่พาเรามาส่งที่สถานีขนส่งใหญ่ ฉันนั่งชิดเขา มือของเราจับกันแน่นโดยไม่พูดอะไร
ก่อนขึ้นรถเมล์คันใหม่ เขาจูบหน้าผากฉันเบาๆ แล้วกระซิบ
“คืนนั้น… ฉันจะไม่ลืม”
ฉันยิ้มให้เขาแล้วหันหลังเดินขึ้นรถ ปล่อยให้รถพาฉันมุ่งหน้าไปสู่กรุงเทพฯ ที่ฉันไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร แต่ร่างกายและความทรงจำของคืนนั้นในป่าสนยังคงติดอยู่ในใจฉันตลอดไป

